กฏหมายน่ารู้
สิทธิของผู้ต้องหา ตอนที่2

2.4.2.3 การควบคุมผู้ต้องหาที่เป็นทหาร  หรืออาสาสมัครทหารพราน  การควบคุมตัวทหารที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาและถูกจับกุมแล้วไปยังที่ทำ การของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                                       ถ้าทหารที่ถูกจับกุมและควบคุมตัวสวมเครื่องแบบ   ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจดำเนินการดังนี้

                                      (1) แนะนำให้ทหารผู้นั้นทราบถึงเกียรติของเครื่องแบบทหารและขอให้พิจารณาว่าจะ ถอดเครื่องแบบหรือไม่

                                      (2) ถ้าทหารไม่ยอมถอดเครื่องแบบ  ให้แจ้งฝ่ายทหารทราบเพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมาแนะนำให้ทหารถอด เครื่องแบบแล้วดำเนินการตามวรรคแรก หากฝ่ายทหารไม่มาภายในระยะเวลาอันสมควรหรือระยะเวลาที่กำหนด หรือดำเนินการใด ๆ แล้วไม่เป็นผล ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจปฏิบัติตามวรรคแรกได้ และบันทึกเหตุผลไว้ แล้วแจ้งเหตุนั้นให้ฝ่ายทหารทราบ  

(ระเบียบ สร.ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ.2544 ข้อ 14)

                     2.4.2.4  เมื่อควบคุมตัวทหารแล้ว     ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจแจ้งการจับกุมให้ฝ่ายทหารที่เป็นผู้บังคับ บัญชาของทหารผู้นั้นทราบทางสิ่งสื่อสารหรือหนังสือโดยไม่ชักช้า และให้ดำเนินการดังต่อไปนี้    

                                (1)  หากฝ่ายทหารแจ้งว่าไม่ประสงค์จะรับตัวผู้ต้องหานั้นไปหรือไม่มาขอรับตัวภาย ในระยะเวลาที่กำหนด ให้พนักงานสอบสวนควบคุมตัวและดำเนินการไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา แต่ฝ่ายทหารอาจแจ้งขอรับตัวมาภายหลังจากนั้นได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ดำเนินการตาม(2)

                                          (2)  หากฝ่ายทหารแจ้งว่าประสงค์จะรับตัวผู้ต้องหาไปจากพนักงานสอบสวนก็ให้นำ หนังสือขอรับตัวผู้ต้องหหามาแสดงต่อพนักงานสอบสวน ในกรณีนี้ให้พนักงานสอบสวนทำหนังสือส่งมอบตัว และให้บันทึกเป็นหลักฐานรวมเข้าสำนวนไว้ พร้อมกับลงบันทึกในรายงานประจำวันด้วย

 

 

                                           (3)   หากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเห็นว่ามีความจำ

เป็น ในทางคดีที่จะต้องนำตัวทหารไปดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การรวบรวมพยานหลัก ฐาน  นอกจากการสอบปากคำ เช่น การนำชี้สถานที่เกิดเหตุ  การชี้ตัว การทำแผนประทุษกรรม อาจขอดำเนินการก่อนที่จะส่งมอบตัวทหารผู้ต้องหาให้ฝ่ายทหารรับตัวไปก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ถ้าผู้ต้องหาต้องการให้ฝ่ายทหาร ทนายความ หรือผู้อื่นซึ่งตนไว้วางใจอยู่ในสถานที่นั้นด้วยก็ให้อนุญาตตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาควาอาญา และรัฐธรรมนูญ มาตรา 241 และมาตรา 242

                                   หนังสือขอรับตัวและหนังสือส่งมอบตัวผู้ต้องหาตามข้อนี้ให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

                                  ในการรับตัวทหารไปจากพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนเห็นควรให้ฝ่ายทหารควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เพื่อประโยชน์ทาง คดี ก็ให้แจ้งเป็นหนังสือและให้ฝ่ายทหารดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาล ทหาร

                                การรับตัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกควบคุมตัวไว้ ณ สถานพยาบาลให้ดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแต่ให้พนักงานสอบสวนแจ้งผู้มีหน้าที่ เกี่ยวข้องทราบด้วย

(ระเบียบ สร.ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ.2544 ข้อ 16)

 

 
 
ข้อสังเกต

               การรับตัวบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารระหว่างสอบสวนซึ่งในอำนาจของผู้บังคับ บัญชาทหาร ตามข้อ (2.3) นี้   ปัจจุบันไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากเป็นอำนาจของศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณา-จักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 ดังนั้น พงส.มีหน้าที่แจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อให้มาร่วมฟังการสอบสวนเท่านั้น  ส่วนการควบคุมและคุมขังต้องเป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 87 ประกอบด้วย ระเบียบราชการศาลทหาร (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2545 กล่าวคือต้องนำตัวผู้ต้องหาไปผัดฟ้องและฝากขังต่อศาลทหารแล้วแต่กรณี


                              2.4.2.5  คดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ถ้าทหารผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง โดยส่งตัวทหารผู้ต้องไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องด้วยวาจาต่อศาลแขวงโดยมิ ต้องทำการสอบสวน และไม่ต้องแจ้งให้ฝ่ายทหารมาร่วมฟังการสอบสวน แต่ต้องแจ้งการจับกุมและการดำเนินการดังกล่าวให้ฝ่ายทหาร ทราบ                (ระเบียบ สร. ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ.2544 ข้อ 24 วรรคแรก)

     2.4.2.6 คดีอาญาที่เป็นความผิด    ซึ่งอยู่ในอำนาจของ  พงส. เปรียบ

เทียบ ได้ตามกฎหมาย หากทหารผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบ ให้ พงส.ทำการเปรียบเทียบได้ ไม่ว่าคดีนั้นจะอยู่ในอำนาจศาลทหารหรือศาลพลเรือน ถ้าผู้ต้องหาไม่ยอมให้เปรียบเทียบก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับคดีอื่นคือ ถ้าอยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ก็ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ   ถ้าเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ส่งสำนวนไปให้อัยการทหาร        

(ระเบียบ สร.ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิด

อาญาพ.ศ.2544 ข้อ 24 วรรคสอง)

    2.4.2.7  การส่งสำนวนและผู้ต้องหาให้อัยการ

                                         เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นลง ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ดังนี้

   (1)  ถ้าเป็นคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วย

ธรรมนูญ ศาลทหาร ให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการทหารเพื่อดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป ส่วนผู้ต้องหานั้น ถ้าได้มอบตัวให้ผู้บังคับบัญชารับไปควบคุมไว้ก่อนแล้วก็อาจไม่ต้องขอรับตัว มาดำเนินการอีก แต่ให้บันทึกและแจ้งให้อัยการทหารทราบว่าได้มอบตัวผู้ต้องหาให้ผู้บังคับ บัญชาผู้ใดรับตัวไปแล้วตั้งแต่เมื่อใด

                               (2)  ถ้าเป็นคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม   ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งตัวทหารผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการเพื่อ ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป การส่งตัวทหารผู้ต้องหาที่อยู่ในการควบคุมของผู้บังคับบัญชา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อส่งตัวทหารผู้นั้นมายังพนักงานสอบ สวนตามสถานที่และเวลาที่กำหนดเพื่อส่งให้พนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน

                                         ในกรณีที่พนักงานอัยการสั่งฟ้องไม่ทันในวันนั้น หากมิได้มีการสั่งให้ปล่อยชั่วคราว ให้พนักงานอัยการมอบตัวผู้ต้องหาให้อยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวน สำหรับในกรุงเทพมหานคร ส่วนในจังหวัดอื่นให้ฝากตัวผู้ต้องหาให้เรือนจำควบคุมไว้

(ระเบียบ สร.ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ.2544 ข้อ 22)
 
 
ข้อสังเกต

                   กรณีผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของผู้บังคับบัญชาไม่อาจมีได้ ดังได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อ 2.3



            2.4.2.8 การส่งสำนวนให้อัยการทหาร

  ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการทหารเพื่อ

ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารต่อไป ในกรณีดังต่อไปนี้

                                         (1) คดีอาญาซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบได้และเปรียบเทียบเสร็จแล้วหรือ ทหารผู้ต้องหาไม่ยอมให้เปรียบเทียบตามข้อ 2.5

  (2) คดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและยังจับตัวทหารผู้ต้องหาไม่ได้

  (3) คดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและจับตัวทหารผู้ต้องหาได้

แต่หลักฐานไม่พอฟ้องหรือพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง

                                        (4) กรณีมีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของฝ่ายทหารซึ่งอ้างว่าปฏิบัติการตามหน้าที่

                                     (5) กรณีที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีทหารตามที่ฝ่ายทหารร้องขอตามข้อ (2.1) เสร็จสิ้นแล้ว

                         ในกรณีที่ฝ่ายทหารเป็นผู้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับคดีที่ต้องทำการ

ชันสูตร พลิกศพ เมื่อพนักงานสอบสวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเสร็จ แล้ว ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพไปให้เจ้าหน้าที่สอบสวนฝ่ายทหารตาม ที่ได้รับการร้องขอ

                               2.4.2.9  คดีที่ทหารและพลเรือนกระทำผิดด้วยกัน  ต้องขึ้นศาลพลเรือน คำว่า “ด้วยกัน” นั้น ไม่จำต้องเป็นตัวการเสมอไป ทหารและพลเรือนขับรถชนกันโดยประมาท เป็นเหตุให้มีคนตายถือว่ากระทำผิดด้วยกันต้องขึ้นศาลพลเรือน

                       2.4.3.  ผู้ต้องหาวิกลจริต

                              ในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้วิกลจริต และไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้ พงส. หรือศาลแล้ว แต่กรณีสั่งให้พนักงานแพทย์ตรวจผู้ต้องหาแล้วเรียกพนักงานแทพย์ผู้นั้นมาให้ ถ้อยคำว่า การตรวจได้ผลประการใด ถ้า พงส.หรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริต และไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ก็สอบสวนให้ถึงว่าในวันเวลาที่เกิดเหตุนั้น สามารถจะรู้ผิดชอบหรือสามารถบังคับตนเองได้หรือไม่ อันเป็นเหตุยกเว้นโทษ หรือลดหย่อนโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65   และถ้าเห็นว่าผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้

คดีได้ ก็ให้งดการสอบสวนหรือไต่สวนมูลฟ้องไว้จนกว่าผู้ต้องหาจะหายวิกลจริต และสามารถต่อสู้คดีได้ ส่วนผู้ต้องหานั้นก็มีอำนาจส่งตัวไปยังโรงพยาบาลโรคจิต หรือมอบแก่ผู้อนุบาล หรือว่าผู้ราชการจังหวัด หรือผู้อื่นที่เต็มใจรับไปดูแลรักษาตามแต่จะเห็นสมควร   (ป.วิอาญา มาตรา 14)

 

 
 

ข้อสังเกต

               (1)  คำว่า  “พนักงานแพทย์”  นั้น แสดงว่าต้องเป็นแพทย์ของทางราชการ จะให้แพทย์ทางเอกชนตรวจผู้ต้องหาไม่ได้ และเมื่อตรวจแล้ว    แม้แพทย์จะทำความเห็นมาเป็นหนังสือก็ต้องสอบสวนแพทย์ผู้ตรวจอีก  เพราะกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น

                  (2)  ถ้า พงส. ได้สั่งงดการสอบสวน  เพราะผู้ต้องหาวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู่คดีได้  ในระหว่างการสอบสวนก็ไม่จำเป็นต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการมีคำสั่งต่อไป  เพราะอธิบดีกรมอัยการ(อัยการสูงสุด) เคยมีความเห็นไว้ว่า กรณีงดการสอบสวน ตาม ป.วิอาญา มาตรา 14 เป็นอำนาจของ พงส.

(หนังสือ คด ที่ 0503/13039  ลง 14 ก.ย.2536  เรื่องแนวทางปฏิบัติในการสอบสวนกณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้วิกลจริตหรือไม่ สามารถต่อสู้คดีได้)

                (3)  การงดการสอบสวนนี้ ในกรณีมีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคน ก็งดเฉพาะผู้ต้องหาที่วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้เท่านั้น นอกนั้นคงสอบสวนต่อไปจนเสร็จสำนวน

โพสเมื่อ : 10 พ.ค. 2554
 
อิทธิเดชทนายความ
รับปรึกษาและว่าความทั่วราชอาณาจักร
สายตรงทนายอิทธิเดช
Tel.099-2878291
Tel.099-3232245
Tel.081-8991652
FAX.02-7510978
© Copyright 2011, All Rights Reserved.